ปราสาทหิมะ เมืองเคมิ

“เมืองเคมิ (Kemi)” ตั้งอยู่ริมทะเลบนอ่าวบอทเนีย (Gulf of Bothnia) ในประเทศฟินแลนด์ เมื่อฤดูหนาวย่างกรายมาเยือน…เมืองเคมิ (Kemi) จะกลายเป็นเมืองที่ไม่อาจรู้ได้ว่าบริเวณไหนคือพื้นดิน บริเวณไหนคือท้องทะเล เพราะท้องทะเลกลายเป็นน้ำแข็ง ที่ท่านสามารถเดิน วิ่ง หรือแม้แต่กระโดดโลดเต้นได้ แผ่นดินก็กลายเป็นสีขาวโพลนด้วยหิมะที่ปกคลุมไปทั่ว มองดูคล้ายพรมสีขาวอันแสนนุ่มนวล เมืองเคมิ (Kemi) คือ ดินแดนที่ผสมผสาน ระหว่างความจริง และจินตนาการ เพราะนอกจากท้องทะเลจะกลายเป็นน้ำแข็ง และแผ่นดินจะถูกปกคลุมด้วยหิมะแล้ว ก้อนน้ำแข็งและหิมะก็ยังกลายเป็นปราสาทที่งดงามสะกดให้ผู้คนมากมายจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือน
ปราสาทหิมะ (The Snow Castle) หรือ LumiLinna ในภาษาฟินนิช ถูกสร้างขึ้นจากก้อนหิมะ และก้อนน้ำแข็งจากท้องทะเล ก่อสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1996 เพื่อเป็นของขวัญให้กับเด็กๆทั่วโลก และหลังจากนั้นก็กลายเป็นเหมือนประเพณีสืบต่อกันมาว่าจะต้องสร้างประสาทหิมะขึ้นทุกปี โดยกินเนื้อที่ราว 20,000 ตารางกิโลเมตร นับเป็นปราสาทหิมะที่สวยงามและใหญ่ที่สุดในโลก
ปราสาทหิมะแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้าง ที่ดูเหมือนสถานที่ในจินตนาการวัยเด็กมากกว่าความจริง เชื่อว่าทุกท่านคงเคยได้ฟังนิทาน ที่มีตอนจบว่า “เจ้าหญิง และเจ้าชายครองรักกันในปราสาทอย่างมีความสุข” และคงเคยลองจินตนาการว่าหน้าตาของประสาทนั่นจะเป็นอย่างไร ประสาทหิมะแห่งเมืองเคมิ (Kemi) แห่งนี้จะทำให้จินตนาการในวัยเด็กของท่าน ปรากฎเป็นความจริง
ปราสาทสีขาวบริสุทธิ์ขนาดกว้างใหญ่ มีกำแพงน้ำแข็งสูงสง่ากางกั้นเป็นป้อมปราการ สิ่งก่อสร้างภายในก็ถูกสรรสร้างอย่างวิจิตรบรรจง แต่ละมุมสวยราวกับสวรรค์เสก แทบจะไม่เชื่อว่านี้เคยเป็นก้อนน้ำแข็ง และก้อนหิมะธรรมดาๆ มาก่อน
ภายในมีร้านอาหารไว้คอยบริการ แน่นอนว่าเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตกแต่งทั้งหมดทำมาจากน้ำแข็ง ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะน้ำแข็ง บาร์น้ำแข็ง หรือแม้แต่ต้นไม้น้ำแข็ง นอกจากนั้น ยังมีโบสถ์ที่คู่รักมายมายจากทั่วโลก เดินทางมาสาบานรักกัน นับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สุดโรแมนติกที่หนาวเย็นที่สุดในโลก ดูเหมือนว่าอากาศที่หนาวจับใจจะทำให้ความรักของคู่รักยิ่งแน่นแฟ้น และอบอุ่นมากขึ้น นับเป็นความโรแมนติกสุดพิเศษที่หาได้ที่นี้เพียงที่เดียว
หากท่านเป็นนักเดินทางผู้หลงใหลในความหนาวเย็นแล้วล่ะก็ ท่านสามารถเลือกพักค้างคืนที่โรงแรมหิมะอันโด่งดังได้ สิ่งที่รอคอยท่านอยู่ในห้องพัก คือเตียงน้ำแข็งที่ดูหนาวจับใจ ฝ้าเพดานมีการตกแต่งอย่างประณีตงดงาม ผนังมีลวดลายการแกะสลักที่แสนจะบรรจง ทำให้ห้องสีขาวๆ ที่แสนจะหนาวเย็น ดูน่าตื่นเต้น และหลงใหลขึ้นมาทันตา แต่ทุกท่านไม่ต้องกังวล เพราะทางโรงแรมจะเตรียมถุงนอนสุดหนานุ่มไว้ให้ท่าน ซึ่งจะทำให้ท่านได้นอนหลับอย่างอุ่นสบายภายในห้องที่หนาวเย็นสุดขั้วหัวใจแห่งนี้ การเยี่ยมชมปราสาทหิมะเมืองเคมิ (Kemi) ถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และคุ้มค่าที่สุดสำหรับนักเดินทางทุกท่าน

หมู่บ้าน “เอีย” (Oia)

วันนี้เราจะพาทุกท่านเดินทางไปยังประเทศกรีซ ต้นกำเนิดของอารยะธรรมแห่งซีกโลกตะวันตก บ้านของนักปรัชญาชื่อก้องโลก ดินแดนแห่งเทพเจ้าและตำนาน นอกจากเมืองเอเธนส์ (Athens) เมืองหลวงแห่งประวัติศาสตร์ยุคโบราณที่ทุกคนรู้จักแล้ว ซานโตรินี่ (Santorini) ก็เป็นเกาะยอดฮิตที่ทุกท่านต้องไปเยือนให้ได้สักครั้ง และไม่ว่าท่านแพลนจะไปเที่ยวชมเกาะสรวรรค์แห่งนี้เมื่อใด ก็ห้ามพลาดใส่ “เอีย” (Oia) หมู่บ้านที่มีจุดชมวิวที่สวยที่สุดบนเกาะเข้าไปในบัคเก็ตลิสต์ของท่านด้วย

“เอีย” ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะซานโตรินี่ เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงจากเอกลักษณ์ความสวยงามของบ้านเรือนสีขาวที่มีการแต่งแต้มโดมหลังคาด้วยสีฟ้าน้ำทะเล สถานที่สุดโรแมนติกที่เป็นจุดหมายในฝันของคู่รักทั่วโลก หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมชาวเอียต้องทาบ้านด้วยสีขาว?
สีขาวเหล่านี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 400 ปีแอบซ่อนอยู่ ย้อนไปในสมัยที่อาณาจักรออตโตมานเรืองอำนาจ ชาวกรีกไม่ได้รับการอนุญาติให้ใช้ธงในการแสดงสัญลักษณ์ ผู้คนในหมู่บ้านเอียจึงคิดวิธีต่อต้านอย่างสันติ ด้วยการเพ้นท์บ้านด้วยสีขาว เป็นเชิงสัญลักษณ์ว่าสถานที่แห่งนี้นั้นทรงพลังและสง่างาม
การเที่ยวชมเอียให้ได้อรรถรสนั้น จะแตกต่างจากการเที่ยวที่อื่นอยู่สักหน่อย เพราะการใช้เวลาที่คุ้มค่าที่สุดไม่ใช่การเดินสำรวจไปรอบๆ แต่เป็นการใช้เวลาดื่มด่ำความสวยงามสุดโรแมนติกจากจุดชมวิว เพียงแต่สอดสายตามอง…ก็รู้สึกอิ่มเอมเข้าไปในหัวใจ ความสวยงามของบ้านเรือนสีขาวที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมหน้าผา สูงต่ำสลับไปมาอย่างลงตัว เบื้องบนเป็นสีฟ้าสดใสของท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ เบื้องล่างเป็นสีฟ้าครามของทะเลอีเจียน เป็นทิวทัศน์ที่สวยราวกับสวรรค์เสก แสงแดดที่ส่องลงมากระทบกับสีขาวของตัวบ้าน ยิ่งทำให้ดูโดดเด่นประหนึ่งว่ามีนางฟ้ากำลังร่ายเวทมนตร์ สะกดให้ผู้มาเยือนไม่อาจละสายตาไปไหนได้ เป็นภาพที่จะทำให้ท่านรู้สึกมีความสุขสราญใจอย่างแท้จริง

หมู่บ้านเอียยังมีจุดชมพระอาทิตย์ตก (the Sunset Seranade point) ที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามและโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในช่วงฤดูร้อนของทุกปีถือเป็นช่วงเวลาทอง ที่นักท่องเที่ยวจะสามารถเห็นพระอาทิตย์ตกได้สวยสมบูรณ์แบบที่สุด หลายท่านนิยมจิบไวน์ไป เฝ้ามองดวงตะวันที่กำลังลาลับลับขอบฟ้าไป เสียงหัวเราะ…รอยยิ้มและภาพความโรแมนติกของคู่รักที่พากันโอบกอดแนบชิดภายใต้แสงสีทองอันอบอุ่น ยิ่งทำให้บรรยากาศน่ารื่นรมย์ขึ้นเป็นทวีคูณ และเมื่อเวลาสำคัญมาถึง เมื่อพระอาทิตย์จมลงบนผิวน้ำสีฟ้าคราม เสียงปรบมือก็จะดังเกรียวกราวราวกับการแสดงชั้นเยี่ยมจากศิลปินเอกเพิ่งจบลง โมเม้นที่งดงามภายใต้แสงสีทองสุดโรแมนติกนี้ จะทำให้ท่านประทับใจไม่รู้ลืม…

หมู่บ้านกังหันคินเดอร์ไดค์

ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) หรือ ฮอลแลนด์ (Holland) ดินแดนในฝันของใครหลายๆคน ดินแดนแห่งกังหันลม ทุ่งทิวลิป และรองเท้าไม้ ดินแดนที่อุดมไปด้วยสายน้ำใส ท้องฟ้าสวย และผู้คนที่เป็นมิตร ดินแดนสุดโรแมนติกที่ไม่ว่าใครได้มาเยือน ก็ต้องตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ท่านทราบหรือไม่ว่าพื้นที่กว่า 1 ใน 4 ของประเทศเนเธอร์แลนด์ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ซึ่งถือว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความชาญฉลาดของชาวดัตช์ตั้งแต่อดีต ที่ได้คิดค้นเทคโนโลยี และเครื่องมือต่างๆ ในการผันน้ำจากแผ่นดินออกสู่ทะเล รวมถึงได้พัฒนากังหันลมเพื่อเป็นแหล่งพลังงานในการผันน้ำ เทคโนโลยีเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนกับยุโธปกรณ์ชั้นเลิศ ที่คอยปกป้องประเทศที่สวยงามดั่งสวรรค์ของพวกเขา ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือแห่งอุทกภัยร้าย

แน่นอนว่าที่ดินแดนกังหันลมแห่งนี้ ท่านสามารถเห็นกังหันลมได้ทั่วไป แต่สถานที่ ที่มีกังหันเก่าแก่ และยังคงถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี มีที่ “หมู่บ้านกังหันคินเดอร์ไดค์” (KINDERDIJK) ที่เดียวเท่านั้น คำว่า KINDERDIJK แปลว่า Children’s Dike หรือ “เขื่อนของเด็กน้อย” มีตำนานกล่าวขานกันว่า เมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ในปี 1421 หลังจากลมฝนที่โหมซัดกระหน่ำหมู่บ้านสงบลง ชาวบ้านสังเกตเห็นถังไม้ใบหนึ่งลอยมากับน้ำ โดยมีแมวตัวน้อยคอยประคับประคองไม่ให้ถังเอนไปมา เป็นภาพที่สร้างความประหลาดใจให้กับชาวบ้านอย่างมาก พวกเขาจึงได้ช่วยกันดึงถังเข้าฝั่ง และก็พบว่ามีเด็กน้อยน่ารักน่าชังอยู่ในถังไม้ใบนั้น เรื่องราวนี้ได้ถูกเล่าขานจนกลายเป็นตำนานพื้นบ้าน “The Cat and the Cradle” และเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านว่า KINDERDIJK

เมื่อท่านก้าวเข้ามาสู่หมู่บ้านกังหันคินเดอร์ไดค์ (KINDERDIJK) แห่งนี้ ท่านจะได้พบกับความอลังการของกังหันเก่าแก่ ที่มีถึง 19 ตัว เรียงรายเป็นแนวยาวตามลำคลอง มีมนต์ขลังสะกดทุกสายตา สมกับที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกในปี 1997 โดยท่านสามารถเลือกเดิน ปั่นจักรยาน หรือนั่งเรือชื่นชมความงามของเครื่องจักรกลโบราณสุดคลาสสิคเหล่านี้ได้ กังหันแต่ละตัวทำหน้าที่ผันน้ำกันอย่างขยันขันแข็ง โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าฤดูร้อน หมู่บ้านกังหันคินเดอร์ไดค์ (KINDERDIJK) แห่งนี้จะมีบรรยากาศรื่นรมย์เป็นพิเศษ มีสายลมพัดเย็นกำลังสบาย ข้างทางมีทุ่งหญ้าสีเขียวชอุ่มดูสบายตา ท้องฟ้าสีครามเปิดโล่งสดใส เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายเซลฟี่กับกังหันสุดคลาสสิคไว้เป็นที่ระลึก

พิเศษไปกว่านั้น เพราะท่านสามารถเข้าไปเยี่ยมชมภายในของกังหันได้ ซึ่งมีเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่เปิดให้บริการกับนักท่องเที่ยว ให้ความรู้สึกประหนึ่งว่ากังหันเป็นคุณปู่ใจดี กำลังบอกเล่าเรื่องราวในอดีต บอกเล่าวิถีชีวิตของชาวดัตช์ในยุคนั้นผ่านร่องรอยแตกลายบนแผ่นไม้ ฟันเฟืองเก่าแก่ขนาดยักษ์ก็สะท้อนภาพความชาญฉลาดของชาวดัตช์ได้อย่างชัดเจน ถึงตอนนี้…ดูเหมือนว่ามนต์ขลังของใบพัดกังหัน กำลังพัดพาท่านให้มาเยี่ยมเยือน หมู่บ้านกังหันคินเดอร์ไดค์ (KINDERDIJK) ในไม่ช้า

ลานคนเมืองเกรินปลาตส์

ถ้าท่านมีโอกาสได้มาเยือนเบลเยี่ยม ดินแดนแห่งช็อคโกแลตระดับโลก นอกจาก กรุงบรัสเซลส์ (BRUSSELS) ที่เปรียบสเมือนไวท์ช็อคโกแลตสุดหอมหวาน ที่ทุกท่านต้องไปชิมให้ได้สักครั้ง เมืองเก่าแก่อย่างแอนต์เวิร์ป (ANTWERP) ก็เป็นดั่งช็อคโกแลตต้นตำรับที่ท่านห้ามพลาดเช่นกัน
ผู้คนส่วนมากเลือกที่จะมาเยือนแอนต์เวิร์ป (ANTWERP) โดยการนั่งรถไฟ เพราะสถานีรถไฟ (ANTWERP CENTRAL STATION) มีความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1895 มีความสวยงามมากจนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน TOP 20 ของสถานนีรถไฟที่สวยที่สุดในโลก มีความยิ่งใหญ่ราวกับมหาวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ถึงขั้นถูกขนานนามว่า RAILROAD CATHEDRA ที่แปลเป็นไทยว่า “มหาวิหารทางรถไฟ” หากแม้ว่าท่านไม่มีโอกาสได้เดินทางมาโดยรถไฟ ก็ต้องห้ามพลาดแวะมาชื่นชมความอลังการของสถานนีรถไฟแห่งนี้ให้ได้
เมื่อออกจากตัวสถานีรถไฟมาท่านก็จะเจอกับร้านจิวเวอร์รี่เพชร พลอย และเครื่องประดับต่างๆ มากมาย ให้ท่านได้เลือกซื้ออย่างจุใจ ว่ากันว่าสมัยก่อนร้านขายของมีค่านิยมตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟ ที่เป็นการขนส่งสายหลักในอดีต เพื่อป้องกันการโจรกรรม จากนั้นท่านก็จะพบกับสิ่งที่รอคอย นั่นก็คือ “ลานคนเมืองเกรินปลาตส์” (GROENPLAATS) ชื่อดัง ที่เมื่อย้อนกลับไปราวศตวรรษที่ 18 ที่บริเวณนี้ถูกใช้เป็นสุสานหลักของเมือง กระทั่งเมืองนี้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของออสเตรีย และ EMPEROR JOSEPH ll ได้ย้ายสุสานทั้งหมดออกนอกเมือง ที่แห่งนี้จึงกลายเป็นจตุรัสใจกลางเมืองจวบจนปัจุบัน

ชื่อของ “GROENPLAATS” (Green Square) หรือลานสีเขียวนั้น มีที่มาจากรูปปั้นสีเขียวที่ตั้งสง่าอยู่ใจกลางลาน จากฝีมือของ ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ (Peter Paul Rubens) ศิลปินเอกแห่งเมืองแอนต์เวิร์ป (ANTWERP) ลานคนเมืองเมืองเกรินปลาตส์ (GROENPLAATS) หนึ่งในลานที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเก่าแอนต์เวิร์ป (ANTWERP) เป็นลานที่เต็มไปด้วยร้านอาหารสุดหรู และร้านกาแฟเก๋ๆมากมาย เหมาะสำหรับการนั่งพักผ่อน ดูผู้คนคนเดินควักไคว่ไปมา เป็นสถานที่ที่ลงตัวที่สุดสำหรับการซึมซับบรรยากาศบ้านเมือง และวิถีชีวิตของชาวเบลเยี่ยม

ลานสีเขียวที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้ ยังมีวิวที่มองเห็นวิหารที่ใหญ่ที่สุดในเบลเยี่ยมอย่าง “อาสนวิหารแม่พระบังเกิด” (CATHEDRAL OF OUR LADY) ได้ชัดเจนที่สุด สิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่มีลักษณะ เป็นหอคอยสูง ภายในมีผลงานชิ้นโบว์แดงของปีเตอร์ พอล รูเบนส์ (Peter Paul Rubens) ที่มีกลิ่นไอของศิลปะอิตาลีผสมอยู่อย่าง DESCENT FROM THE CROSS และ THE RAISING OF THE CROSS ไว้ให้ท่านได้ชื่นชม นอกจากนั้นบริเวณลานยังมีน้ำพุที่ต้องห้ามพลาดถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก และแมร์ (MEIR) ถนนสาย Shopping ที่ท่านสามารถเลือกซื้อเสื้อผ้าแบรนด์ดังสุดหรูได้อย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้มีโอกาสมาเยือนลานเกรินปลาตส์ (GROENPLAATS) เมืองแอนต์เวิร์ป (ANTWERP) แห่งนี้…ก็ต้องตกหลุมรักไปทุกราย

บ้านโคล้ด โมเนต์

หากท่านเป็นผู้ที่นิยมชมชอบในศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism) ซึ่งเป็นภาพที่ถูกรังสรรค์จากความประทับใจของศิลปิน เชื่อว่าท่านต้องเคยได้ยินชื่อเสียงของ Claude Monet หรือโคล้ด โมเนต์ จิตรกรชาวฝรั่งเศสคนสำคัญของโลกอย่างแน่นอน โมเนต์เป็นจิตกรที่เรียกได้ว่าทั้งหลงรัก และหลงใหลในความสวยงามของธรรมชาติ สังเกตได้ว่าภาพวาดของเขาเกือบทั้งหมดจะมีความเกี่ยวพันกับดอกไม้ ใบหญ้า ป่าเขา ลำธาร และท้องฟ้า ในปี 1883 เมื่อโมเนต์เริ่มมีชื่อเสียงเงินทอง เขาได้เลือกหมู่บ้านเล็กๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามอย่าง GIVERNY เพื่อปลูกบ้าน และใช้ชีวิตรังสรรค์งานศิลปะท่ามกลางธรรมชาติอย่างที่เขาฝันใฝ่ จวบจบวาระสุดท้ายของชีวิต
โมเนต์ได้สร้างสวนขึ้นในบริเวณบ้านด้วยความรัก และจินตนาการ ทำให้สวนของเขามีความสวยงามที่แสนอบอุ่น มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร สวนแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ “สวนดอกไม้” ที่มีดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานอวดสีสัน แข่งกันชูช่อคอยต้อนรับ และให้ความรื่นรมย์แก่ผู้มาเยือน และ“สวนบึง” ที่มีสะพานสไตล์ญี่ปุ่น และบึงบัวที่ถูกโอบกอดด้วยต้นต้นไม้หลากหลายชนิดที่เปลี่ยนสีสันไปตามฤดูกาล ทำให้ภาพของโมเนต์ที่วาดจากบริเวณเดียวกัน ให้อารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปตามช่วงเวลา ถือว่าสวนที่ทรงเสน่ห์ทั้ง 2 แห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการขีดเขียนพู่กันของเขา
เมื่อเดินผ่านเข้าไปในบ้านทรงแปลกที่มีความยาวถึง 40 เมตร แต่กว้างเพียง 5 เมตร ท่านก็จะพบกับภาพของศิลปินญี่ปุ่นตกแต่งอยู่ตามบริเวณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขก ตามทางเดิน หรือแม้แต่ห้องรับประทานอาหาร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโมเนต์มีความสนใจในศิลปะญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เมื่อมองไปรอบๆ ท่านจะสังเกตเห็นได้ว่าภายในตัวบ้าน มีหน้าต่างบานใหญ่อยู่จำนวนมาก ทั้งนี้เหตุผลที่สำคัญไม่ใช่เหตุผลทางวิศวกรรม แต่เพื่อให้โมเนต์สามารถชื่นชม และซึมซับความสวยงามของธรรมชาติในสวนได้จากทุกมุมของบ้าน

นอกจากนั้นท่านก็ไม่ควรพลาดที่จะเดินเล่นรอบๆ หมู่บ้าน GIVERNY เพื่อจะได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าทำไมจิตกรระดับโลกอย่างโมเนต์ ถึงเลือกมาใช้ชีวิตจนถึงลมหายใจสุดท้ายที่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ห่างไกลแห่งนี้ ท่านจะได้สัมผัสกับความสวยงามของ ทุ่งหญ้า ดอกไม้ อากาศที่แสนบริสุทธิ์ และประกายความงามของธรรมชาติ คนรุ่นหลังอย่างเราๆ ท่านๆ ต้องรู้สึกขอบคุณมูลนิธิบ้าน และสวนของโมเนต์ ที่ดูแลรักษาตำราเรียนศิลปะที่มีชีวิตแห่งนี้ ให้เราได้มีโอกาสมาตามรอยความอัศจรรย์ของฝีแปรงอันทรงเสน่ห์ที่โมเนต์ฝากไว้ให้โลกจารึก

เกาะอีสเตอร์ อุทยานแห่งชาติราปานุย

ถ้าพูดถึงประเทศสเปน(SPAIN) ทุกท่านคงนึกถึงการสู้วัวกระทิง รูปแบบศิลปะการต่อสู้ที่ชาวสเปนภูมิใจ และสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน วันนี้เราจะนำท่านไปเยี่ยมชมเมืองเล็กๆ ที่เรียกว่าเป็นจุดกำเนิดแห่งการสู้วัวกระทิงยุคใหม่ ย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 18 FRANCISCO ROMERO และ PEDRO ROMERO MARTINEZ นักสู้วัวชาวรอนดา (RONDA) ได้เป็นผู้เปลี่ยนแปลงการสู้วัวจากบนหลังม้า มาเป็นยืนสู้วัวกระทิงอยู่บนพื้นดิน พวกเขายังเป็นผู้ริเริ่มการใช้เสื้อคลุมสีแดงมาล่อวัว และนั่นก็ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อมา

หลายๆท่านคงเคยมีความรู้สึกอยากไปเที่ยวไหนไกลๆสักแห่ง แต่ไม่รู้จะไปที่ไหนดี? ทว่ามีสถานที่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ใจกลางมหาสมุทรที่เร้นลับ อยู่บนเกาะเล็กๆที่ไม่มีเกาะเพื่อนบ้านใกล้เคียง เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าไกลที่สุดในโลก… แต่เพราะปริศนาเร้นลับที่ยังไม่มีผู้ใดหาคำตอบได้แน่ชัด ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดหมายที่ใฝ่ฝันของนักเดินทางผู้หลงใหลในความแปลกใหม่และท้าทาย สถานที่แห่งนี้คือ “อุทยานแห่งชาติราปานุย” (Rapa Nui National Park) ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะอีสเตอร์ (Easter Island) ณ ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศชิลี แต่ก็ห่างไกลจากแผ่นดินประเทศชิลีถึง 3,700 กิโลเมตร และเกาะที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ห่างออกไปถึง 2,000 กิโลเมตร

ย้อนไปในวันอีสเตอร์ของปี ค.ศ.1722 นักเดินเรือชาวดัตช์ชื่อจาค็อบ ร็อกเกวีน (Jacob Roggeveen) ได้เดินทางมาค้นพบเกาะแห่งนี้ และตั้งชื่อว่า “เกาะอีสเตอร์” (Easter Island) ตรงกับวันที่เขาค้นพบ เขาได้พบเจอชาวพื้นเมืองจำนวนนึงที่ไม่เคยรู้จักกับโลกภายนอกมาก่อน ไม่มีเรือหรือพาหนะที่ใช้ในการเดินทางล่องทะเล เป็นเกาะที่ไม่มีแม้แต่ต้นไม้หรือสัตว์ป่าใดๆ แต่กลับมีปริศนาที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดว่าเกาะแห่งนี้มีหินแกะสลักขนาดยักษ์ตั้งเรียงรายอยู่เต็มชายฝั่งได้อย่างไร ทั้งที่เกาะนี้ไม่มีแม้แต่ท่อนซุงหรือเถาวัลย์ที่จะใช้ในการเคลื่อนย้ายหินขนาดมหึมาเหล่านี้ได้ และความอัศจรรย์นี้ก็ส่งผลให้เกาะอีสเตอร์ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี 1995 และอยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติราปานุย
ปริศนาทางประวัตศาสตร์ที่ยังคงเป็นความลับของเกาะแห่งนี้นี้เองที่เป็นเสมือนเวทมนต์ดึงดูดให้นักเดินทางตัวจริงจากทั่วทุกมุมโลกข้ามน้ำข้ามทะเลอันไกลโพ้นมาสัมผัสความมหัศจรรย์นี้ด้วยตัวเอง การได้พิชิตเกาะที่โดดเดี่ยวและลี้ลับแห่งนี้คือรางวัลที่สมเกียรติของนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ทุกคน เพราะท่านจะได้ตื่นตาตื่นใจกับหินแกะสลักขนาดใหญ่มากมาย ที่บางชิ้นมีอายุเก่าแก่ถึง 1,600 กว่าปี
โดยเฉพาะหินที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่มีศรีษะขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า “โมอาย” (Moai) ซึ่งมีมากกว่า 600 ตัวทั่วเกาะ โดยบางตัวมีน้ำหนักถึง 80 ตัน ตั้งตระหง่านเรียงรายเสมือนเป็นองครักษ์คอยพิทักษ์เกาะแห่งนี้ให้รอดพ้นจากศัตรูผู้รุกราน มีเพียงผู้พิชิตเท่านั้นที่จะได้สัมผัสถึงร่องรอยทางอารยะธรรมที่น่าฉงนของโมอายไปพร้อมๆ กับชื่นชมความสวยงามอันน่าเกรงขามของน้ำทะเลสีฟ้าครามแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่กว้างใหญ่

มองออกไปทางทิศไหนก็เห็นแต่ผืนน้ำสุดลูกหูลูกตา ได้ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่งเป็นระรอกไม่ขาดสาย ยิ่งชวนให้คิดว่าผู้คนเริ่มต้นอพยพมาอยู่บนเกาะที่โดดเดี่ยวท่ามกลางมหาสมุทรแห่งนี้ได้อย่างไร? โมอายถูกสร้างขึ้นโดยใครและเพื่อจุดประสงค์อะไร? จารึกแห่งประวัติศาสตร์ที่ถูกฝังแน่นอยู่บนหินแกะสลักโมอายยังคงเป็นปริศนาลี้ลับที่รอคอยให้ท่านมาหาคำตอบให้ด้วยตัวเอง…

เมืองรอนด้า RONDA

เมืองรอนด้า RONDA เป็นเมืองขนาดเล็กตั้งอยู่ในแคว้นอันดาลูเซีย (ANDALUCIA) ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ทั้งหมดราวๆ 36,000 คนเท่านั้น แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่า เมืองเล็กๆ แห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความน่าตื่นเต้น และประวัติศาสตร์อันยาวนาน เอกลักษณ์ของเมืองที่เป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วโลก คือ บ้านเรือนทรงแปลกที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันที่มีความสูงถึง 750 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

โดยมีเหตุผลเพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรูผู้ประสงค์ร้ายในอดีต ท่านจะเห็นว่าบ้านเรือนหลายหลังถูกสร้างไว้ชิดขอบผามาก บางหลังสร้างขยับออกมาเล็กน้อย ให้พอมีพื้นที่วางเก้าอี้นอนดูวิวที่สวยงามของเมือง สำหรับเราๆท่านๆแล้ว คงจะเป็นอะไรที่หวาดเสียวน่าดูแต่สำหรับชาวเมืองที่นั้น นี้คือวิถีชีวิตที่เขาแสนภูมิใจ

ข้อดีของการเยี่ยมชมเมืองรอนด้า คือท่านสามารถเดินชมเมืองได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องใช้รถในการเดินทาง ซึ่งทำให้ได้อรรธรสมากกว่าเป็นไหนไหน ไฮไลท์ที่สำคัญของเมืองคือ สะพาน PUENTE NOUVO (NEW BRIDGE) หรือแปลเป็นไทยว่าสะพานใหม่ ซึ่งมีหน้าที่เชื่อมเมืองทั้งเมืองไว้ด้วยกัน

ที่มาของชื่อสะพานนั่นเกิดจากว่า สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้น แต่ยังไม่ทันได้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการก็เกิดพังลงซะก่อน ทำให้ต้องมีการสร้างขึ้นมาใหม่นั่นเอง สะพานแห่งนี้สร้างขึ้น ณ บริเวณที่แคบและลึกที่สุดของเมือง ทำให้เบื้องล่างของสะพานมีภูมิทัศน์ที่สวยงามแปลกตามาก มีธารน้ำตกใสที่ผาดผ่านตัวเมือง ฉากหลังเป็นโขดหินของผาสูงชัน ที่ถูกแทรกแซมด้วยสีเขียวชอุ่มของพืชไม้ขนาดเล็ก เป็นมุมที่ท่านต้องไม่พลาดถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกโดยเด็ดขาด

และในบริเวณใกล้ๆ กับสะพานใหม่ก็มีสนามสู้วัวกระทิงที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดในสเปนเลยทีเดียว เพราะคนพื้นเมืองได้ใช้หินในการทำฐาน และเสาลูกกรงทั้งหมดของสนาม การมาเยือนเมืองในตำนานการสู้วัวกระทิงแห่งนี้ จะทำให้ทริปสเปนของท่านสมบูรณ์แบบกว่าใคร

เกาะ THOUSAND ISLANDS

สำหรับท่านที่รักสุขภาพ และโปรดปรานสลัดผัก คงไม่มีใครไม่รู้จักเทาส์ซันไอซ์แลนด์ น้ำสลัดสีส้มรสชาติอมเปรี้ยวนิดๆ ที่ใครหลายคนยกให้เป็นสุดยอดของน้ำสลัด ที่ไม่ว่าจะทานกับผักชนิดใด ก็ทำให้สลัดจานนั้นอร่อยเกินคำบรรยาย ทว่า…ท่านทราบหรือไม่ว่าเทาส์ซันไอซ์แลนด์นั้นมีอยู่จริง และก็เป็นสุดยอดของสถานที่ ที่ไม่ว่าใครได้ไปเยี่ยมเยียน ก็ต้องตกหลุมรักเข้าทุกราย

 

เทาส์ซันไอซ์แลนด์ (THOUSAND ISLANDS) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในรัฐออนแทรีโอ (ONTARIO) ประเทศแคนาดา มีขนาดกว้างใหญ่ถึง 40 ตารางไมล์ มีลักษณะทางกายภาพเป็นเกาะหินแกรนิตที่มีน้ำจืดล้อมรอบ และต่อมาเกิดการทรุดตัวของหิน ทำให้เกิดเป็นเกาะแก่งน้อยใหญ่ที่สวยงามมากมายถึง 1,864 เกาะ จนได้ชื่อว่า เทาส์ซันไอซ์แลนด์ (THOUSAND ISLANDS) หรือดินแดนพันเกาะในภาษาไทย

 

การเดินทางครั้งนี้ เราจะพาท่านลงเรือล่องไปตามสายน้ำที่ทอดยาวสุดลูกตา ตลอดทางมองเห็นบ้านเรือนทรงสวยตั้งเรียงรายตามเกาะต่างๆ บ้างก็เป็นโรงแรม บ้างก็เป็นร้านค้า สักพักเราก็มาถึงไฮไลท์ของหมู่เกาะแห่งนี้ นั่นก็คือ BOLDT CASTLE ปราสาทในฝันแสนสวยที่ตั้งตระหง่าน โดดเด่นเห็นแต่ไกล อันเป็นอนุสรณ์แห่งความรักของ BOLDT ที่มอบให้แด่ LOUISE ภรรยาสุดที่รักของเขา

 

ปราสาทสุดอลังการแห่งนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1900 แต่เพียงสี่ปีให้หลังภรรยาของเขาก็ได้เสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน ทำให้ BOLDT ปวดร้าวกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก จนเขาไม่สามารถจินตนาการถึงปราสาทในฝันที่ไม่มีภรรยาผู้เป็นดั่งดวงใจของเขาได้ เขาจึงสั่งระงับการสร้าง และไม่เคยกลับไปที่นั้นอีกเลย กระทั่งปี 1977 มีการปรับปรุง และต่อเติมปราสาทแห่งความรักแห่งนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ โดยปัจจุบันเปิดบริการให้ผู้คนเข้าเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมที่แสนยิ่งใหญ่ และสัมผัสถึงเรื่องราวความรักอันแสนทรมานที่แอบซ่อนไว้ทุกซอกมุมหิน

 

ต่อกันด้วย WELLESLEY ISLAND STATE PARK ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับครอบครัวเป็นที่สุด ที่ PARK นี้มีกิจกรรมมากมายให้คุณพ่อ,คุณแม่และเด็กๆได้ร่วมสนุกกัน ไม่ว่าจะเป็นตกปลา ปีนเขา ขี่จักรยาน พายเรือคายัค รวมถึงการแคมป์ปิ้งริมน้ำ เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาของครอบครัวที่จะมีแต่เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มแห่งความสุขเท่านั้น

ก่อนกลับต้องไม่พลาดไปเยี่ยมชมโรงไวน์ชั้นเลิศต่างๆ ตามเส้นทาง THOUSAND ISLANDS-SEAWAY WINE TRAIL ที่ขึ้นชื่อว่ามีไวน์รสเลิศที่เข้ากับบรรยากาศที่เลิศรสของ THOUSAND ISLANDS เป็นอย่างดี เชื่อว่าดินแดนพันเกาะแห่งนี้จะทำให้ช่วงวันพักผ่อนของทุกท่านพิเศษกว่าครั้งไหน

อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์

อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์ Jasper National Park

วันนี้เราจะนำทุกท่านเดินทางผ่านเส้นทางที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอย่าง “Icefields Parkway” ในประเทศแคนาดา เส้นทางสุดเอ็กคลูซีฟที่ท่านจะได้ดื่มด่ำกับทิวทัศน์ที่สวยงามราวกับสวรรค์เสก สองข้างทางเป็นป่าสนทึบสีเขียวชอุ่ม มีเทือกเขาสูงตั้งตระหง่านเป็นแนวฉากหลัง มีธารน้ำสีฟ้าใสทอประกายสีเขียวระยิบระยับแวววาว เป็นดั่งสัญญาณแห่งการต้อนรับผู้มาเยือน เพื่อเข้าสู่ “อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์” (Jasper National Park) อันเป็นจุดหมายปลายทางของเรา

อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์เป็นอุทยานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน Canadian Rockies ตั้งอยู่ในรัฐแอลเบอร์ตา (Alberta) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 10,878 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนมากเป็นหุบเขากว้างใหญ่สลับกับภูเขาขรุขระ มีป่าสน ทะเลสาบ น้ำตก สัตว์ป่าหาชมยากต่างๆ หรือแม้แต่ธารน้ำแข็ง ความหลากหลายทางธรรมชาตินี้เอง ที่ทำให้อุทยานแจสเปอร์ถูกตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1930 และยังได้เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกใน Canadian Rocky Mountain Parks เมื่อปี 1984

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ จุดหมายแรกที่ท่านต้องไปชมให้ได้ คือทะเลสาปที่ใหญ่ที่สุดของอุทยานอย่าง “ทะเลสาบมาลีน” (Maligne Lake) หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ทะเลสาบแห่งนี้จะงดงาม ราวกับมีคาถาเสกร่ายเวทมนต์ให้ผู้มาเยือนทุกคนหลงรักตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็น

เรือลำน้อยจะพาท่านไปอยู่ในใจกลางสายน้ำสีฟ้าใสที่กว้างใหญ่ เห็นผิวน้ำทอประกายสะท้อนกับแสงแดดอ่อนๆ ฟังเสียงใบไม้โบกพัดเสียดสี เคล้าคลอไปกับเสียงร้องของสัตว์ป่า พลางสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ชื่นช่ำหัวใจ ช่างเป็นช่วงเวลาที่ไม่อยากให้ผ่านพ้นไปเลยจริงๆ

นอกจากนั้นยังมี “มาลีนแคนยอน” (Maligne Canyon) ที่โด่งดัง และน้ำตกสีสวยอย่าง “น้ำตกแอทธาบาสก้า” (Athabasca Falls) ที่ท่านต้องไม่พลาดไปเก็บรูปสวยๆ ไว้เป็นที่ระลึก

ปิดท้ายด้วย “ทะเลสาปฮันนีมูน” (Honeymoon Lake) ทะเลสาบสีสวยที่แสนเงียบสงบสุดโรแมนติก เหมาะสำหรับคู่รักที่จะมาใช้เวลามาดื่มด่ำบรรยากาศที่แสนหวานหอมด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า เหลือเพียงเสียงสายน้ำและสายลมที่แผ่วเบา เบื้องบนเห็นเพียงแสงจันทร์และดวงดาวส่องประกายเต็มท้องฟ้า เป็นค่ำคืนสุดพิเศษที่แสนอบอุ่นสำหรับคุณและคนรักเท่านั้น การเดินทางครั้งนี้…นอกจากจะทำให้ท่านตกหลุมรักธรรมชาติที่สวยงามของอุทยานแห่งชาติแจสเปอร์แล้ว…ท่านยังจะได้ตกหลุมรักคนข้างกายของท่านอีกครั้ง

หมู่เกาะโลโฟเทน

หมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) ประเทศนอร์เวย์

“LET IT GO , LET IT GO ! CAN’T HOLD IT BACK ANYMORE…” เนื้อพลงประกอบภาพยนต์ FROZEN ที่คงคุ้นหูทุกท่านเป็นอย่างดี และก็เชื่อว่าลูกๆหลานๆของท่านคงจะตกหลุมรักเจ้าหญิงเอลซ่ากันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น วันนี้เราจะนำท่าน และครอบครัวไปเยี่ยมชมหมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) สถานที่ต้นแบบแห่งอาณาจักรของเจ้าหญิงน้ำแข็งเอลซ่า หากท่านคิดว่าภาพกราฟฟิคในภาพยนตร์ FROZEN สวยงามตระการตามากแล้วล่ะก็ เราต้องขอบอกว่าสถานจริงสวยมากกว่านั้นเป็นร้อยเท่า!

หมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) ตั้งอยู่ที่เมือง NORDLAND ประเทศนอร์เวย์ เป็นหมู่บ้านของชาวประมงที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาการหาปลาในช่วงฤดูหนาว และทำปลาตากแห้งส่งออกที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เอกลักษณ์ที่สำคัญของหมู่เกาะแห่งนี้ก็คือ กระท่อมสีแดงแบบดั้งเดิม (RORBUER) ของชาวประมง ที่กลายเป็นสีสันริมชายฝั่ง ที่ไม่ว่าใครได้มาเยือนก็ต้องถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกไปซะทุกราย

แน่นอนว่าหมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) เป็นหนึ่งในสถานที่สำหรับการดูแสงเหนือที่โรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของนอร์เวย์ เนื่องจากความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ถูกเสกสร้างมาอย่างพิถีพิถัน มีผืนน้ำสีฟ้าคราม ท้องฟ้าสีใส ภูเขาสูงตระหง่าน แทรกแซมด้วยบ้านชาวประมงทรงสวยแปลกตา นับว่าเป็นเมืองสวยท่ามกลางธรรมชาติที่ดูคล้ายเมืองในจินตนาการมากกว่าความจริง

ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี หมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) จะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน ดูหนาวเย็นจับใจแต่สวยสง่ามีมนต์ขลัง เสมือนกับท่านได้เข้าไปอยู่ในเมืองน้ำแข็งของเจ้าหญิงเอลซ่าเลยทีเดียว แต่ทว่าหมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) พิเศษยิ่งกว่า FROZEN เพราะบรรยากาศจริงท่ามกลางหิมะที่แสนเยือกเย็นน่าเกรงขาม แต่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันมากมายหลากโทนหลายสีจากแสงไฟต่างๆ ที่ตัดกับท้องฟ้าสลัวยามค่ำคืน ส่องสะท้อนเงาในน้ำสีคราม ตกกระทบกับกำแพงกระท่อมสีแดงเพลิง ดูเพลิดเพลินคล้ายกับเมืองทั้งเมืองกำลังมีงานเลี้ยงใหญ่ ที่ไม่มีทีท่าจะเลิกราง่ายๆ ช่างเป็นเมืองที่หนาวกายแต่อบอุ่นหัวใจจริงๆ

นอกจากนั้นแล้ว ท่านต้องไม่พลาด EGGUM ป้อมปราการเก่าแก่ขนาดใหญ่ ที่มีทิวทัศน์สวยงามจับใจ เป็นแหล่งร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ถูกโอบล้อมด้วยท้องฟ้า ทะเล และเทือกเขาสูงใหญ่ หมู่เกาะแห่งนี้ยังมีกิจกรรมมากมายไว้ให้ท่านได้ร่วมผจญภัย ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่า, ตกปลา, พายเรือคายัค หรือแม้กระทั่งดำน้ำ ที่ท่านสามารถเลือกได้ตามอัธยาศัย ปิดท้ายด้วยอาหารทะเลสดๆ สไตล์พื้นเมืองกับไวน์ดีๆ สักแก้ว รับรองว่าทริปนี้ท่านจะอิ่มท้อง อิ่มตา และอิ่มใจกันทั่วหน้าอย่างแน่นอน